รถโฟล์คลิฟท์น้ำมันเป็นเครื่องมือที่ใช้กันทั่วไปในหลายอุตสาหกรรม แต่ก็มีข้อเสียที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบเช่นกัน การทำความเข้าใจข้อจำกัดและความเสี่ยงเหล่านี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกประเภทรถโฟล์คลิฟท์ที่เหมาะสมกับการใช้งานของคุณได้ดียิ่งขึ้น บทความนี้จะเจาะลึกถึงข้อเสียของรถโฟล์คลิฟท์น้ำมันที่คุณควรรู้
ข้อควรจำที่สำคัญ
- ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจากการเติมเชื้อเพลิงไวไฟ เช่น น้ำมันเบนซินและดีเซล รวมถึงอันตรายจากไอระเหยและประกายไฟ
- ข้อจำกัดด้านการระบายอากาศ ทำให้ไม่เหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ปิด เพราะไอเสียอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและก่อให้เกิดมลพิษ
- ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับรถโฟล์คลิฟท์ประเภทอื่น และอาจมีความผันผวนของราคา
- ความต้องการการบำรุงรักษาระบบจุดระเบิดและเครื่องยนต์ที่ซับซ้อนกว่า อาจมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสูงกว่า
- ความไวไฟของเชื้อเพลิงที่ใช้ ทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในการจัดเก็บและใช้งาน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุเพลิงไหม้
ข้อเสียรถโฟล์คลิฟท์น้ำมันที่ควรพิจารณา
รถโฟล์คลิฟท์น้ำมันเป็นเครื่องมือที่พบเห็นได้ทั่วไปในหลายอุตสาหกรรม แต่การใช้งานก็มาพร้อมกับข้อควรระวังหลายประการที่ผู้ใช้งานควรทราบ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด
ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจากการเติมเชื้อเพลิง
การเติมเชื้อเพลิงให้กับรถโฟล์คลิฟท์น้ำมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันเบนซิน มีความเสี่ยงที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากน้ำมันเหล่านี้มีความไวไฟสูง การจัดการที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่อัคคีภัยได้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่หรือการจุดประกายไฟใกล้บริเวณที่เติมเชื้อเพลิง และควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการระบายอากาศที่ดีในพื้นที่ดังกล่าวเสมอ การรั่วไหลของเชื้อเพลิงก็เป็นอีกหนึ่งอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งต้องรีบจัดการแก้ไขทันที
อันตรายจากจุดบอดและการมองเห็น
รถโฟล์คลิฟท์น้ำมันบางรุ่นอาจมีจุดบอดที่เกิดจากการออกแบบโครงสร้าง หรือการติดตั้งอุปกรณ์บางอย่าง ซึ่งส่งผลต่อทัศนวิสัยของผู้ขับขี่ ปัญหานี้อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุจากการชนกับสิ่งกีดขวาง บุคลากร หรือรถคันอื่นได้ง่ายขึ้น การขับขี่ในบริเวณที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ หรือมีสิ่งกีดขวางทางสายตา ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเหล่านี้ให้สูงขึ้นไปอีก การปรับกระจกมองข้างให้เหมาะสมและการใช้สัญญาณเสียงเตือนเมื่อเข้าใกล้ทางเลี้ยวหรือบริเวณที่มองไม่เห็นเป็นสิ่งจำเป็น
ความเสี่ยงจากสภาพพื้นผิวและการขับขี่
สภาพพื้นผิวที่ไม่เรียบ ลื่น หรือมีความลาดเอียง อาจเป็นอันตรายอย่างยิ่งเมื่อใช้รถโฟล์คลิฟท์น้ำมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการบรรทุกสินค้า การขับขี่ด้วยความเร็วที่ไม่เหมาะสมบนพื้นผิวเหล่านี้อาจทำให้รถเสียการทรงตัว หรือเกิดการพลิกคว่ำได้ง่าย การบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัดที่กำหนดไว้ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ การตรวจสอบสภาพพื้นผิวและปรับความเร็วให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น
ข้อเสียด้านการทำงานของรถโฟล์คลิฟท์น้ำมัน

รถโฟล์คลิฟท์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง แม้จะให้กำลังสูงและใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนาน แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการที่ส่งผลต่อการทำงานและสภาพแวดล้อมโดยรอบ ซึ่งผู้ประกอบการควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจเลือกใช้งาน
ข้อจำกัดด้านการระบายอากาศและมลพิษ
รถโฟล์คลิฟท์น้ำมัน โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้น้ำมันดีเซล เมื่อทำงานจะมีการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดเขม่าควันและก๊าซไอเสียออกมา ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานและส่งผลเสียต่อคุณภาพอากาศภายในอาคารอย่างมาก การใช้งานในพื้นที่ปิดหรือมีอากาศถ่ายเทไม่สะดวกจึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หากจำเป็นต้องใช้ในพื้นที่ดังกล่าว ควรมีระบบระบายอากาศที่ดี หรือพิจารณาใช้รถโฟล์คลิฟท์ประเภทอื่นที่ปล่อยมลพิษน้อยกว่า เช่น รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า หรือรถที่ใช้แก๊ส CNG ที่มีการเผาไหม้สะอาดกว่า
ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น
แม้ว่าในอดีตน้ำมันอาจจะมีราคาที่เข้าถึงได้ง่าย แต่ในปัจจุบันราคาเชื้อเพลิงมีความผันผวนสูงและมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนในการดำเนินงานของรถโฟล์คลิฟท์น้ำมันเพิ่มสูงตามไปด้วย เมื่อเทียบกับรถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการชาร์จที่คงที่กว่า หรือรถที่ใช้แก๊ส CNG ที่มีราคาถูกกว่า การเลือกใช้รถโฟล์คลิฟท์น้ำมันอาจส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงที่สูงกว่าในระยะยาว
ความต้องการการบำรุงรักษาระบบจุดระเบิด
ระบบจุดระเบิดของเครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นส่วนสำคัญที่ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ ชิ้นส่วนต่างๆ เช่น หัวเทียน คอยล์จุดระเบิด และสายหัวเทียน อาจเสื่อมสภาพตามการใช้งานและต้องการการตรวจสอบ ซ่อมแซม หรือเปลี่ยนใหม่เป็นระยะๆ ซึ่งแตกต่างจากรถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้าที่ไม่มีระบบจุดระเบิด ทำให้ลดภาระและความถี่ในการบำรุงรักษาส่วนนี้ไปได้มาก การละเลยการบำรุงรักษาระบบจุดระเบิดอาจนำไปสู่อาการเครื่องยนต์สะดุด สตาร์ทติดยาก หรือเครื่องยนต์ดับกลางคัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานโดยตรง
การเลือกประเภทรถโฟล์คลิฟท์ควรพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมการทำงานเป็นหลัก หากต้องทำงานในอาคารหรือพื้นที่ปิด ควรให้ความสำคัญกับรถที่ปล่อยมลพิษน้อยและมีระบบระบายอากาศที่ดี เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน
ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับรถโฟล์คลิฟท์น้ำมัน

รถโฟล์คลิฟท์น้ำมัน แม้จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการขนย้ายสิ่งของหนัก แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ผู้ใช้งานต้องตระหนักและระมัดระวังเป็นพิเศษ การทำงานกับเครื่องจักรกลหนักเช่นนี้ จำเป็นต้องมีความเข้าใจในอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจนำไปสู่การบาดเจ็บ หรือความเสียหายต่อทรัพย์สินได้
อันตรายจากการพลิกคว่ำและการชน
การพลิกคว่ำเป็นหนึ่งในอุบัติเหตุที่ร้ายแรงที่สุดที่อาจเกิดขึ้นกับรถโฟล์คลิฟท์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถโฟล์คลิฟท์น้ำมัน ซึ่งมีน้ำหนักมากและอาจเสียการทรงตัวได้ง่ายหากใช้งานไม่ถูกต้อง สาเหตุหลักมาจากการบรรทุกเกินพิกัด การขับขี่ด้วยความเร็วสูงเกินไปในทางเลี้ยว หรือการยกของที่ไม่สมดุล นอกจากนี้ การชนกับสิ่งกีดขวาง หรือการมองไม่เห็นจุดบอด ก็เป็นอีกปัจจัยที่นำไปสู่อุบัติเหตุได้ การขับขี่ในพื้นที่แออัด หรือการวางผังการจราจรที่ไม่เหมาะสม ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้สูงขึ้นไปอีก
ความเสี่ยงจากการบรรทุกเกินพิกัด
รถโฟล์คลิฟท์ทุกคันจะมีป้ายระบุพิกัดน้ำหนักสูงสุดที่สามารถยกได้ การละเลยข้อจำกัดนี้และทำการบรรทุกเกินพิกัด ถือเป็นความเสี่ยงที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะทำให้รถโฟล์คลิฟท์เสียหายแล้ว ยังอาจทำให้รถเสียการทรงตัว พลิกคว่ำ หรือทำให้สินค้าที่บรรทุกหล่นลงมา ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานและผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้ การกระจายน้ำหนักของสินค้าก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การวางสินค้าให้สมดุลและใกล้กับล้อหน้า จะช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้กับรถได้มาก
อันตรายจากการเคลื่อนที่และการหลบหลีก
การเคลื่อนที่ของรถโฟล์คลิฟท์ต้องอาศัยความระมัดระวังอย่างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องทำการเลี้ยว หรือหลบหลีกสิ่งกีดขวาง รถโฟล์คลิฟท์มีลักษณะการบังคับเลี้ยวที่แตกต่างจากรถยนต์ทั่วไป เนื่องจากเป็นระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ซึ่งอาจทำให้เกิดการแกว่งของส่วนท้ายรถได้ การขับขี่ด้วยความเร็วที่ไม่เหมาะสม การไม่ลดความเร็วเมื่อเข้าโค้ง หรือการไม่ส่งสัญญาณเตือน อาจนำไปสู่อุบัติเหตุได้ นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติงานต้องตระหนักถึงจุดบอดของรถ ซึ่งอาจเกิดจากน้ำหนักบรรทุกที่บดบังทัศนวิสัย การขับถอยหลังอย่างช้าๆ เมื่อจำเป็น หรือการใช้กระจกมองข้างเพิ่มเติม สามารถช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้
- การตรวจสอบสภาพรถก่อนใช้งานทุกครั้งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้แน่ใจว่ารถอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานและลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดทางกลไก
- การขับขี่ด้วยความเร็วที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและน้ำหนักบรรทุก จะช่วยให้สามารถหยุดรถได้อย่างปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
- การทำความเข้าใจและตระหนักถึงจุดบอดของรถโฟล์คลิฟท์แต่ละรุ่น จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถวางแผนการเคลื่อนที่และหลบหลีกได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น
ข้อควรระวังในการใช้งานรถโฟล์คลิฟท์น้ำมัน
การใช้งานรถโฟล์คลิฟท์น้ำมันให้ปลอดภัยนั้นมีหลายเรื่องที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษครับ ไม่ใช่แค่เรื่องเครื่องยนต์หรือกำลัง แต่รวมถึงการปฏิบัติงานในแต่ละวันด้วย เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้
การตรวจสอบสภาพรถก่อนใช้งาน
ก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์เพื่อเริ่มงานในแต่ละวัน สิ่งสำคัญที่สุดคือการตรวจสอบสภาพรถโฟล์คลิฟท์ให้พร้อมใช้งานเสมอครับ การตรวจสอบนี้ไม่ใช่แค่การดูผ่านๆ แต่ต้องลงรายละเอียดให้ครบถ้วน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีส่วนไหนชำรุดหรือมีปัญหาที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุได้
รายการตรวจสอบเบื้องต้นที่ควรทำ:
- ระบบควบคุมต่างๆ: ตรวจสอบคันบังคับ, พวงมาลัย, เบรก ว่าทำงานได้ปกติหรือไม่
- ระดับของเหลว: เช็คน้ำมันเครื่อง, น้ำมันไฮดรอลิก, น้ำหล่อเย็น และระดับน้ำมันเชื้อเพลิง
- สภาพยางและล้อ: ดูว่ามียางแตก, บวม หรือมีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่หรือไม่
- ระบบไฟส่องสว่างและแตร: ตรวจสอบไฟหน้า, ไฟท้าย, ไฟเตือน และแตรว่าใช้งานได้ดี
- งาและเสา: ดูว่ามีรอยร้าว, การสึกหรอผิดปกติ หรือการทำงานของระบบยก/เอียงติดขัดหรือไม่
- การรั่วซึม: สังเกตดูว่ามีรอยน้ำมันหรือของเหลวรั่วซึมใต้ท้องรถหรือไม่
การตรวจสอบก่อนใช้งานอย่างสม่ำเสมอจะช่วยยืดอายุการใช้งานของรถโฟล์คลิฟท์ และที่สำคัญกว่านั้นคือช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ครับ
การจัดการน้ำหนักบรรทุกอย่างเหมาะสม
รถโฟล์คลิฟท์แต่ละคันจะมีป้ายระบุ น้ำหนักบรรทุกสูงสุด ที่สามารถยกได้ ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่คำแนะนำ แต่เป็นขีดจำกัดที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด การบรรทุกเกินพิกัดเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุหลายประเภท ทั้งการพลิกคว่ำ หรือความเสียหายต่อตัวรถและสินค้า
สิ่งที่ต้องพิจารณาในการจัดการน้ำหนักบรรทุก:
- ตรวจสอบป้ายข้อมูล: ทำความเข้าใจน้ำหนักที่รถสามารถยกได้ และศูนย์กลางของน้ำหนักบรรทุก (Load Center)
- การกระจายน้ำหนัก: จัดเรียงสินค้าบนพาเลทให้สมดุล ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง และพยายามให้จุดศูนย์ถ่วงอยู่ใกล้กับล้อหน้ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้
- ขนาดพาเลท: เลือกใช้พาเลทที่มีขนาดเหมาะสมกับสินค้า และตรวจสอบให้แน่ใจว่างาของรถโฟล์คลิฟท์สอดเข้าไปในพาเลทได้เต็มที่และอยู่ในระดับที่ถูกต้อง
การขับขี่ด้วยความเร็วที่ปลอดภัย
แม้ว่ารถโฟล์คลิฟท์น้ำมันจะดูแข็งแรงและมีกำลังมาก แต่การขับขี่ด้วยความเร็วสูงเกินไปก็เป็นอันตรายได้เช่นกันครับ ความเร็วที่มากเกินไปอาจทำให้การควบคุมรถทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้องเลี้ยว หรือหยุดกะทันหัน
หลักการขับขี่ที่ปลอดภัย:
- ปฏิบัติตามขีดจำกัดความเร็ว: ขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และปริมาณงาน
- ลดความเร็วเมื่อเข้าโค้งหรือทางแยก: การลดความเร็วจะช่วยให้ควบคุมรถได้ดีขึ้น และมองเห็นสิ่งกีดขวางได้ชัดเจนขึ้น
- ใช้แตรเตือน: เมื่อเข้าใกล้ทางแยก หรือบริเวณที่มีคนพลุกพล่าน ควรใช้แตรเพื่อส่งสัญญาณให้ผู้อื่นทราบ
- รักษาทัศนวิสัย: หากบรรทุกสินค้าที่บดบังทัศนวิสัย ควรขับรถถอยหลังเพื่อให้มองเห็นเส้นทางได้ชัดเจนขึ้น
ข้อเสียเปรียบเทียบกับรถโฟล์คลิฟท์ประเภทอื่น

เมื่อพูดถึงรถโฟล์คลิฟท์น้ำมัน สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างจากรถประเภทอื่นอย่างเห็นได้ชัดคือเรื่องของเชื้อเพลิงและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการใช้งาน ลองมาดูข้อเปรียบเทียบกันครับ
การระเหยของเชื้อเพลิงและความไวไฟ
รถโฟล์คลิฟท์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง โดยเฉพาะน้ำมันเบนซิน มีแนวโน้มที่จะเกิดการระเหยได้ง่ายกว่าเชื้อเพลิงประเภทแก๊สอย่าง LPG หรือ CNG ครับ นั่นหมายความว่าไอระเหยของน้ำมันสามารถสะสมในอากาศได้ง่ายกว่า ซึ่งถ้ามีประกายไฟเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ทันที ความไวไฟของน้ำมันจึงเป็นจุดที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานในพื้นที่ปิดหรือมีวัตถุไวไฟอยู่ใกล้เคียง ต่างจากรถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้าที่ไม่มีความเสี่ยงเรื่องนี้เลย หรือรถที่ใช้แก๊สที่แม้จะมีความไวไฟ แต่การระเหยและการสะสมของไอระเหยอาจไม่รวดเร็วเท่ากับน้ำมันบางประเภท
ความจำเป็นในการใช้งานในพื้นที่อากาศถ่ายเท
จากประเด็นเรื่องการระเหยของเชื้อเพลิงและควันจากการเผาไหม้ รถโฟล์คลิฟท์น้ำมัน โดยเฉพาะที่ใช้น้ำมันดีเซล อาจไม่เหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ปิดหรือมีอากาศถ่ายเทไม่สะดวกครับ การทำงานในลักษณะนี้อาจทำให้เกิดการสะสมของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานอย่างยิ่ง หากจำเป็นต้องใช้ในอาคาร ควรมีระบบระบายอากาศที่ดี หรือเลือกใช้รถโฟล์คลิฟท์ประเภทอื่นที่ปล่อยมลพิษน้อยกว่า เช่น รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า หรือรถที่ใช้แก๊ส CNG ที่เผาไหม้สะอาดกว่า
- รถโฟล์คลิฟท์น้ำมัน: เหมาะกับพื้นที่โล่งแจ้ง หรือมีระบบระบายอากาศที่ดี
- รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า: ใช้งานได้ดีทั้งในร่มและกลางแจ้ง ไม่มีมลพิษทางอากาศ
- รถโฟล์คลิฟท์แก๊ส (LPG/CNG): สามารถใช้ในร่มได้ แต่ต้องพิจารณาเรื่องการรั่วไหลของแก๊ส (LPG) หรือระบบระบายความร้อน (CNG)
การเลือกประเภทรถโฟล์คลิฟท์จึงต้องพิจารณาถึงลักษณะงานและสภาพแวดล้อมเป็นหลัก เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงานครับ
สรุปส่งท้าย: พิจารณาให้รอบคอบก่อนเลือกใช้รถโฟล์คลิฟท์น้ำมัน
การเลือกรถโฟล์คลิฟท์ที่เหมาะสมกับการใช้งานเป็นเรื่องสำคัญมากนะครับ โดยเฉพาะรถโฟล์คลิฟท์ที่ใช้น้ำมัน แม้จะมีข้อดีหลายอย่าง เช่น หาเชื้อเพลิงง่าย หรือมีกำลังดี แต่ก็มีข้อเสียที่ต้องใส่ใจเหมือนกัน ทั้งเรื่องความปลอดภัยในการใช้งานที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะเชื้อเพลิงติดไฟง่ายและระเหยเร็ว ไหนจะเรื่องค่าใช้จ่ายน้ำมันที่อาจจะสูงกว่า และการบำรุงรักษาระบบจุดระเบิดที่ต้องทำบ่อยๆ ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจเลือกใช้รถโฟล์คลิฟท์น้ำมัน ควรพิจารณาข้อดีข้อเสียเหล่านี้ให้ดี ชั่งน้ำหนักกับลักษณะงานและสภาพแวดล้อมของที่ทำงานเรา ว่าคุ้มค่าและปลอดภัยจริงๆ หรือไม่ บางทีการมองหาทางเลือกอื่นที่อาจจะเหมาะกับเรามากกว่า ก็เป็นเรื่องที่ควรทำนะครับ




