อุปกรณ์ความปลอดภัยของรถโฟล์คลิฟท์ ต้องมีอะไรบ้าง

ในโลกแห่งอุตสาหกรรมและคลังสินค้าสมัยใหม่ รถโฟล์คลิฟท์ (Forklift) ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขนส่งและจัดการวัสดุ อย่างไรก็ตาม ด้วยขนาดตัวรถที่ใหญ่และน้ำหนักบรรทุกที่มหาศาล หากขาดการควบคุมที่ดี อุบัติเหตุรุนแรงอาจเกิดขึ้นได้ง่าย การให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยจึงไม่ใช่เพียงตัวเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการและพนักงานขับขี่ อุปกรณ์ความปลอดภัยของรถโฟล์คลิฟท์ที่ได้มาตรฐานและครบถ้วน จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับอุปกรณ์สำคัญต่างๆ ที่ทุกรถโฟล์คลิฟท์ควรมีเพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

สรุปประเด็นสำคัญ

  • ความสำคัญของอุปกรณ์ความปลอดภัย: การติดตั้ง อุปกรณ์ความปลอดภัยของรถโฟล์คลิฟท์ อย่างครบถ้วนช่วยป้องกันอุบัติเหตุร้ายแรงและลดความเสียหายต่อทรัพย์สินในพื้นที่ทำงาน
  • องค์ประกอบหลัก: อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องมี ได้แก่ พนักพิงโหลด, หลังคาป้องกัน, ระบบไฟเตือนและสัญญาณเสียง, ระบบเบรคฉุกเฉิน และกระจกมองหลัง
  • การปฏิบัติตามมาตรฐาน: การใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ต้องสอดคล้องกับข้อบังคับความปลอดภัย เช่น มาตรฐาน OSHA ในสหรัฐอเมริกา เพื่อให้มั่นใจในระดับความปลอดภัยสูงสุด
  • การบำรุงรักษา: การตรวจสอบและดูแลรักษาอุปกรณ์ความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้อุปกรณ์ทำงานได้ตามประสิทธิภาพเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • การฝึกอบรม: อุปกรณ์ที่ดีที่สุดจะไร้ความหมายหากผู้ขับขี่ไม่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานอย่างถูกต้อง

พนักพิงโหลดของรถโฟล์คลิฟท์

พนักพิงโหลด (Load Backrest) หรือที่บางคนเรียกว่า “ตัวกันบรรทุก” ถือเป็นส่วนประกอบที่มักถูกมองข้ามแต่มีความสำคัญอย่างยิ่งในบรรดา อุปกรณ์ความปลอดภัยของรถโฟล์คลิฟท์ พนักพิงโหลดคือแผงโลหะที่ติดตั้งอยู่บนส่วนยกของรถโฟล์คลิฟท์ (Mast) ตั้งแต่แนวนอนเดียวกับแท่นยก (Forks) ขึ้นไปจนถึงส่วนบนของเสายก หน้าที่หลักของมันคือการเป็นกำแพงกันบังระหว่างสินค้าที่บรรทุกและผู้ขับขี่

Related Alt Text

หน้าที่และความสำคัญ

สินค้าที่ถูกยกขึ้นด้วยรถโฟล์คลิฟท์มักจะไม่อยู่ในสภาพที่มั่นคงเสมอไป โดยเฉพาะสินค้าที่บรรจุอยู่ในกล่องแพ็คเกจหรือกระสอบ ซึ่งอาจเคลื่อนที่ หักเห หรือล้มทับลงมาได้ง่ายหากเกิดการเบรกกะทันหันหรือรถขับเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง พนักพิงโหลดจะช่วย:

  1. ป้องกันการตกของสินค้า: ช่วยค้ำยันสินค้าที่วางอยู่บนเขี้ยวไม่ให้ถอยหลังลงมาทับตัวรถหรือผู้ขับขี่
  2. ปกป้องผู้ขับขี่: เป็นเกราะป้องกันไม่ให้ส่วนของสินค้าที่ตกหรือถล่มลงมาโดนตัวผู้ขับขี่โดยตรง ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายรุนแรงถึงชีวิตได้

มาตรฐานและข้อกำหนด

ในสหรัฐอเมริกา องค์กร OSHA (Occupational Safety and Health Administration) ได้กำหนดให้การติดตั้งพนักพิงโหลดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับรถโฟล์คลิฟท์ทุกคันที่ใช้ยกของที่มีความเสี่ยงต่อการตกถล่ม ขนาดและความสูงของพนักพิงโหลดจะต้องออกแบบให้เหมาะสมกับขนาดและน้ำหนักบรรทุกสูงสุดของรถ (Load Capacity) หากพนักพิงมีขนาดเล็กเกินไป สินค้าบางชนิดที่ซ้อนสูงอาจทะลุผ่านมาได้ ซึ่งถือเป็นการละเมิดมาตรฐานความปลอดภัย

💡 ข้อควรระวัง: แม้ว่าพนักพิงโหลดจะแข็งแรง แต่ผู้ขับขี่ต้องไม่ใช้มันเพื่อดันหรือเทสินค้าโดยตรง เนื่องจากแรงกระแทกอาจสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างของเสายกได้ นอกจากนี้ การสแต็กสินค้าสูงเกินกว่าความสูงของพนักพิงถือเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรกระทำ

การตรวจสอบสภาพพนักพิงโหลดเป็นประจำทุกวันก่อนเริ่มงานเป็นสิ่งที่พนักงานต้องทำ โดยต้องสังเกตว่ามีรอยแตก รอยบิ่น หรือสะเก็ดรอยเชื่อมกับตัวรถหรือไม่ หากพบความเสียหายใดๆ จะต้องแจ้งฝ่ายเทคนิคทันทีเพื่อทำการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่


หลังคาป้องกันรถโฟล์คลิฟท์ Overhead Guard

หลังคาป้องกันหรือ Overhead Guard เป็นโครงสร้างโลหะที่คล้ายกับกรอบหน้าต่างที่ครอบคลุมบริเวณศีรษะของผู้ขับขี่ ในหลายครั้ง คนมักเข้าใจผิดคิดว่าหลังคาส่วนนี้สามารถรองรับน้ำหนักทั้งหลังคาโกดังที่พังทลายลงมาได้ แต่ในความเป็นจริง หน้าที่หลักของ Overhead Guard คือการป้องกันวัตถุขนาดเล็กที่ตกลงมาจากด้านบน

การป้องกันวัตถุตกจากที่สูง

ในสภาพแวดล้อมของโกดังสินค้าหรือโรงงาน มักมีการจัดเก็บสินค้าซ้อนกันสูงถึงเพดาน หากสินค้าพัลเลตหนึ่งหลุดออกมาจากชั้นวางสูงๆ ผลจากแรงโน้มถ่วงจะทำให้มันมีพลังงานการกระแทกมหาศาล Overhead Guard ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับแรงกระแทกจากวัตถุขนาดเล็กถึงกลาง เช่น กล่องสินค้า ก้อนหิน หรือชิ้นส่วนของโครงสร้างที่ร่วงหล่นลงมา ซึ่งช่วยลดโอกาสที่วัตถุเหล่านั้นจะโดนศีรษะผู้ขับขี่โดยตรง

โครงสร้างและวัสดุ

โดยทั่วไป Overhead Guard จะถูกผลิตจากเหล็กกล้าแผ่นหนาทาสีเหลืองหรือดำ เพื่อให้เห็นชัดเจนและมีความทนทานต่อการกระแทก โครงสร้างนี้จะต้องผ่านการทดสอบความแข็งแรงตามมาตรฐานสากล เช่น มาตรฐาน ANSI B56.1 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา การทดสอบนี้รวมถึงการทิ้งวัตถุทรงกลมน้ำหนักหนักลงบนหลังคาเพื่อวัดระดับการรับน้ำหนักและการเสียรูปของโครงสร้าง

⚠️ ข้อจำกัดของ Overhead Guard: ผู้ขับขี่ต้องตระหนักเสมอว่า Overhead Guard ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำหนักของเพดานโกดังที่พังทลายทั้งหมด หรือรองรับการกดทับจากรถยนต์ขนาดใหญ่ หากเกิดเหตุการณ์ขนาดนั้น หลังคานี้อาจยุบตัวลงได้ อย่างไรก็ตาม มันช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตในสถานการณ์อันตรายที่พบบ่อย เช่น สินค้าตกจากชั้นวางสูงได้ดีกว่าการไม่มีอะไรเลย

การบำรุงรักษา Overhead Guard

เช่นเดียวกับส่วนประกอบอื่นๆ Overhead Guard ต้องได้รับการตรวจสอบเป็นประจำ สิ่งที่ต้องตรวจสอบ ได้แก่:

  • รอยชำรุดจากการกระแทก: หากมีการชนเข้ากับเสาโกดังหรือประตู จนเกิดรอยบุ๋มหรือแตก อาจส่งผลต่อความแข็งแรงโดยรวม
  • การสนิม: การสนิมอาจทำให้โลหะบางลงและเสื่อมสภาพ
  • การติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม: ห้ามเจาะรูหรือเชื่อมต่อสิ่งของอื่นๆ เข้ากับ Overhead Guard โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ผลิต เพราะอาจทำให้โครงสร้างอ่อนแอลง

ไฟเตือนและสัญญาณเสียงรถโฟล์คลิฟท์

ในพื้นที่ทำงานที่มีเสียงรบกวนสูงหรือมีฝุ่นหนาจัด การมองเห็นด้วยตาเปล่าอาจไม่เพียงพอ ระบบไฟเตือนและสัญญาณเสียงจึงเป็น อุปกรณ์ความปลอดภัยของรถโฟล์คลิฟท์ ที่ช่วยสื่อสารกับบุคคลรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ การที่รถโฟล์คลิฟท์สามารถบอกตำแหน่งและจุดตัดของมันได้ล่วงหน้า จะช่วยให้คนเดินและรถเข็นต่างๆ หลีกเลี่ยงได้ทันเวลา

Related Alt Text

ไฟสตรอบ (Strobe Lights) และไฟหมุน

ไฟสตรอบหรือไฟกระพริบเป็นมาตรฐานพื้นฐานที่พบได้ในทุกคัน แสงไฟที่กระพริบด้วยความถี่สูงจะดึงดูดความสนใจของสายตาคนเดินได้ดีกว่าแสงไฟนิ่ง ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงน้อยหรือมีฝุ่นลอย ไฟสตรอบสีส้มหรือสีเหลืองจะช่วยระบุตำแหน่งของรถได้ชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีการใช้ไฟสีฟ้า (Blue Lights) ที่นิยมใช้เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะไฟฟ้าที่ฉายลงพื้นตรงมุมบล็อกของรถ เพื่อเตือนคนเดินที่กำลังจะเดินเข้ามาในเส้นทางบอดของรถโฟล์คลิฟท์

สัญญาณเสียงถอยหลัง (Back-up Alarms)

สัญญาณเสียง “บี๊บ บี๊บ” เมื่อรถถอยหลังเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดี แม้ว่าบางครั้งจะก่อให้เกิด Noise Pollution หรือมลพิษทางเสียง แต่มันยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการเตือนบุคคลที่อยู่ด้านหลังรถซึ่งเป็นจุดบอดของผู้ขับขี่ ในสหรัฐอเมริกา กฎหมายบางประเภทบังคับให้ต้องมีสัญญาณนี้ อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ที่มีเสียงรบกวนสูงมาก การพึ่งพาเสียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ผล จึงควรใช้ร่วมกับระบบไฟเตือน

ตารางเปรียบเทียบประเภทของไฟและสัญญาณ

ประเภทของอุปกรณ์หน้าที่หลักข้อดีเหมาะสำหรับสภาพแวดล้อม
ไฟสตรอบ (Strobe Light)ดึงดูดความสนใจทางสายตาเห็นได้ชัดเจนแม้มีฝุ่น หรือแสงน้อยโกดังทั่วไป, พื้นที่กลางคืน
ไฟจุดภาคพื้น (Blue Spot Light)ฉายแสงลงพื้นเพื่อเตือนล่วงหน้าเตือนภัยก่อนถึงโค้ง, ลดแรงกระแทกทางสายตาทางเดินแคบ, พื้นที่มีคนเดินพลุกพล่าน
สัญญาณเสียงถอยหลัง (Alarm)เตือนด้วยการได้ยินเมื่อรถถอยหลังตรวจจับได้โดยไม่ต้องมองพื้นที่ที่มีสายตามองไม่เห็น

การบำรุงรักษาระบบไฟและเสียงต้องทำอย่างใกล้ชิด เพราะถือเป็นระบบเตือนภัยขั้นแรก หากหลอดไฟไหม้หรือลำโพงเสียงแหบ ผู้ขับขี่ควรรายงานเพื่อเปลี่ยนอะไหล่ทันทีก่อนออกปฏิบัติงาน การไม่มีไฟหรือเสียงเตือนอาจทำให้รถโฟล์คลิฟท์กลายเป็น “ฆาตกรเงียบ” ที่ล่องหนในพื้นที่ทำงานได้


ระบบเบรคฉุกเฉินรถโฟล์คลิฟท์

ระบบเบรคเป็นกลไกที่สำคัญที่สุดในการควบคุมรถโฟล์คลิฟท์ โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องการให้รถหยุดภายในระยะสั้นที่สุด แม้ว่าระบบเบรคปกติจะมีประสิทธิภาพดี แต่ในสถานการณ์ที่ระบบปกติล้มเหลวหรือเกิดเหตุไม่คาดคิด ระบบเบรคฉุกเฉินและระบบการจัดการความเร็วอัตโนมัติจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยชีวิต

การทำงานของระบบเบรค

รถโฟล์คลิฟท์ส่วนใหญ่ใช้ระบบเบรคแบบดิสก์ไฮดรอลิก (Hydraulic Disc Brakes) ซึ่งทำงานคล้ายกับรถยนต์ทั่วไปแต่มีการออกแบบให้ทนทานต่อการใช้งานหนักและการหยุดบรรทุกหนักซ้ำๆ เบรคฉุกเฉินอาจหมายถึงทั้งระบบเบรคมือ (Parking Brake) ที่มักใช้เมื่อจอดรถ และระบบเบรคที่ทำงานคู่กับระบบความปลอดภัยอื่นๆ

ระบบควบคุมความปลอดภัยในการหยุด

ในรถโฟล์คลิฟท์ยุคใหม่ที่ขายในสหรัฐอเมริกา มักจะมีระบบอัตโนมัติต่างๆ เช่น:

  • Auto-Reverse Pedal: บางรุ่นมีระบบที่เมื่อเหยียบเบรคแรงๆ ระบบจะตัดแรงขับเคลื่อนและล็อคเบรคอัตโนมัติเพื่อป้องกันการลื่นไถล
  • Object Detection Braking: เทคโนโลยีที่กำลังได้รับความนิยม ซึ่งใช้เซนเซอร์หรือกล้องตรวจจับสิ่งกีดขวาง หากรถกำลังจะชนกับบุคคลหรือวัตถุ ระบบจะสั่งให้รถหยุดโดยอัตโนมัติแม้ผู้ขับขี่จะยังไม่ได้กดเบรค

💡 เคล็ดลับความปลอดภัย: ผู้ขับขี่ควรทดสอบเบรคทุกครั้งก่อนเริ่มกะการทำงาน (Pre-start inspection) โดยการเหยียบเบรคในพื้นที่ปลอดภัยเพื่อให้มั่นใจว่าระบบไฮดรอลิกยังทำงานได้ดีและไม่มีการรั่วของน้ำมันเบรค

การตรวจสอบและการบำรุงรักษา

ระบบเบรคที่มีปัญหาคือสาเหตุหลักของอุบัติเหตุรถโฟล์คลิฟท์ที่รุนแรง สิ่งที่ต้องตรวจสอบ ได้แก่:

  • ระดับน้ำมันเบรกในถังเก็บ
  • สายไฟและสายน้ำมันที่อาจมีรอยรั่วหรือขาด
  • การสั่นหรือเสียงดังผิดปกติเมื่อกดเบรค
  • การลื่นไถลเมื่อใช้เบรคมือจอดรถบนทางลาด

หากพบปัญหาเหล่านี้ รถโฟล์คลิฟท์คันนั้นต้องถูกนำออกจากการบริการ (Lockout/Tagout) ทันที จนกว่าช่างผู้เชี่ยวชาญจะดำเนินการซ่อมแซมให้แล้วเสร็จ การประนีประนอมกับระบบเบรคที่ไม่ดีถือเป็นการเสี่ยงชีวิตที่ไม่คุ้มค่า


กระจกมองหลังของรถโฟล์คลิฟท์

แม้ว่ารถโฟล์คลิฟท์จะถูกออกแบบมาให้มีการมองเห็นที่ดีทางด้านหน้าเป็นหลัก แต่การมองเห็นด้านหลังก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในรุ่นที่ไม่มีกระจกหลังแบบรถยนต์ทั่วไป การติดตั้งกระจกมองหลังจึงเป็นส่วนเสริมที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการมองเห็นรอบทิศทาง

Related Alt Text

ประเภทของกระจกมองหลัง

โดยทั่วไปแล้ว กระจกมองหลังของรถโฟล์คลิฟท์จะเป็นกระจกแบบ Convex (นูน) เพื่อให้มีมุมมองที่กว้างขึ้น (Wide-angle) ซึ่งช่วยให้เห็นพื้นที่ด้านข้างและด้านหลังได้มากกว่ากระจกแบบเรียบ การติดตั้งอาจทำได้ที่ทั้งสองด้านของเสายก หรือที่ด้านบนของ Overhead Guard ขึ้นอยู่กับรุ่นของรถและความต้องการของผู้ใช้งาน

ข้อดีและข้อจำกัด

กระจกมองหลังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถสำรวจพื้นที่ด้านหลังโดยไม่ต้องหมุนตัวหรือเอนตัวออกไปนอกตัวรถมากเกินไป ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการหกล้มหรือชนกับสิ่งกีดขวางด้านหลัง อย่างไรก็ตาม ผู้ขับขี่ต้องรู้จักข้อจำกัดของกระจก ภาพในกระจกนูนมักจะทำให้วัตถุดูเล็กกว่าความจริงและอยู่ไกลกว่าความจริง (Blind spots ยังคงมีอยู่) ดังนั้นจึงไม่ควรพึ่งพาเพียงกระจกเพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้ร่วมกับการหันมองตรวจสอบด้วยสายตาและสัญญาณเสียง

การดูแลรักษากระจก

เนื่องจากรถโฟล์คลิฟท์ทำงานในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยฝุ่นละอองและควัน กระจกมองหลังจึงมีโอกาสเปื้อนฝุ่นละอองได้ง่าย กระจกที่สกปรกจะทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเจน ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจผิดพลาดได้ ดังนั้น การเช็ดกระจกให้สะอาดทุกวันหรือทุกครั้งก่อนเริ่มงานจึงเป็นขั้นตอนที่ไม่ควรมองข้าม นอกจากนี้ ต้องตรวจสอบความแน่นของขาตั้งกระจกด้วย เพราะการสั่นไหวของรถอาจทำให้กระจัดกระจายและมองไม่ตรงจุดได้


บทสรุป

การใช้งานรถโฟล์คลิฟท์ในอุตสาหกรรมจำเป็นต้องอาศัยความระมัดระวังและการเตรียมความพร้อมที่ดีเสมอ อุปกรณ์ความปลอดภัยไม่ว่าจะเป็นพนักพิงโหลด, หลังคาป้องกัน, ระบบไฟเตือน, ระบบเบรคฉุกเฉิน หรือกระจกมองหลัง ล้วนเป็นส่วนสำคัญที่เชื่อมโยงกันเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน การลงทุนใน อุปกรณ์ความปลอดภัยของรถโฟล์คลิฟท์ ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน รวมถึงการฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจการใช้งานอย่างถูกต้อง ไม่เพียงแต่ช่วยปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น ข้อบังคับของ OSHA ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังเป็นการลดต้นทุนในระยะยาวจากการป้องกันอุบัติเหตุและการเสียหายต่อทรัพย์สิน ความปลอดภัยคือความรับผิดชอบร่วมกัน และเริ่มต้นจากการมั่นใจว่าทุกคันที่ออกสู่สนามงานได้รับการติดตั้ง อุปกรณ์ความปลอดภัยของรถโฟล์คลิฟท์ ที่พร้อมและครบถ้วนที่สุด


คำถามที่พบบ่อย

1. ทำไมรถโฟล์คลิฟท์บางรุ่นถึงไม่มีกระจกมองหลังมาตรฐาน?
รถโฟล์คลิฟท์หลายรุ่น โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้ในโกดังแคบ ออกแบบมาให้ผู้ขับขี่หันหน้าเข้าทางเดินเสมอ และมีการสั่งให้ถอยหลังเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การติดตั้งกระจกมองหลังเป็นอุปกรณ์เสริมที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้มากในบางสถานการณ์ แม้ว่าจะไม่ได้มาพร้อมกับตัวรถก็ตาม

2. Overhead Guard สามารถรองรับน้ำหนักที่รถโฟล์คลิฟท์ยกได้หรือไม่?
ไม่ได้ครับ Overhead Guard ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันวัตถุขนาดเล็กที่ตกจากที่สูง เช่น กล่องเล็กๆ หรือก้อนอิฐ ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำหนักของเพดานโกดังที่พังทลายหรือน้ำหนักของรถคันอื่นที่พังทับลงมา

3. รถโฟล์คลิฟท์ควรติดตั้งไฟสีฟ้า (Blue Light) หรือไม่?
การติดตั้งไฟสีฟ้าเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบันเพราะมีประสิทธิภาพในการเตือนคนเดินที่อาจมองไม่เห็นรถ เนื่องจากแสงฉายลงพื้นจะเห็นได้ก่อนที่รถจะเลี้ยวเข้ามา ซึ่งช่วยลดอุบัติเหตุได้ดีในพื้นที่ที่มีเสียงดังหรือทางโค้ง

4. ต้องทำการตรวจสอบอุปกรณ์ความปลอดภัยบ่อยแค่ไหน?
ควรตรวจสอบอย่างน้อยวันละครั้งก่อนเริ่มกะการทำงาน (Pre-operation inspection) โดยต้องตรวจสอบทุกอย่างตั้งแต่เบรค ไฟ สัญญาณเสียง ไปจนถึงสภาพโครงสร้างของพนักพิงโหลดและหลังคาป้องกัน หากพบความผิดปกติต้องแจ้งผู้รับผิดชอบทันที